ข่าวดีวิจัยพบเลือดหล่อเลี้ยงไตเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องคัดกรองแต่เนิ่นๆ

สกว.หนุนแพทย์จุฬาฯ คัดกรองผู้ป่วยไตจากเบาหวานแต่เนิ่น ๆ และเป็นครั้งแรกที่พบว่าปริมาณเลือดหล่อเลี้ยงไตสามารถเพิ่มขึ้น พร้อมจับมือภาคีเครือข่ายและ สธ. ทำยุทธศาสตร์เชิงป้องกัน ตั้งคลินิกชะลอไตเสื่อม หวังลดจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายภายใน 3-5 ปี

ศ.พญ.ดร.นริสา ฟูตระกูล และ ศ.กิตติคุณ นพ.ประสิทธิ์ ฟูตระกูล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุบัติการณ์การเกิดโรคไตวายเรื้อรังของคนไทยมีมากกว่าร้อยละ 17.5 หรือกว่า 10 ล้านคน โดยมีความชุกของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการบำบัดทดแทนด้วยการฟอกเลือด ล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไต เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 30 ต่อล้านประชากรในปี 2540 เป็นกว่า 900 ต่อล้านประชากรในปี 2555 ซึ่งมีโรคเบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ร้อยละ 37.) และโรคความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 25.6 เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดร่วมด้วย

“การรักษาป้องกันภายใต้เวชปฎิบัติทั่วไปในปัจจุบัน ทำให้การฟื้นฟูการทำงานของไตให้ดีขึ้นเป็นไปได้ยาก เหตุเกิดจากการขาดดัชนีคัดกรองโรคไตจากเบาหวานระยะแรก คือระยะ 1 และ 2 และความเข้าใจในกลไกทำลายไตไม่ชัดเจน ทั้งนี้ โรคไตจากเบาหวานวินิจฉัยโดยอาศัยดัชนีสากล คือ ไมโครอัลบูมินูเรีย หรือระยะ 3 ซึ่งล่าช้าเกินไป เนื่องจากการวิจัยพบว่าภาวะสมดุลหลอดเลือดเสียไป สมรรถภาพการซ่อมแซมหลอดเลือดพร่อง เกิดโรคหลอดเลือดจุลภาคไตและภาวะเลือดหล่อเลี้ยงไตลดลง ดังนั้นการรักษาในระยะ 3 ขึ้นไป จึงช่วยชะลอการเสื่อมของไตเท่านั้น แต่ฟื้นฟูการทำงานของไตให้ดีขึ้นได้ยากลำบาก”

จากงานวิจัยในโครงการ “ทัศนคติการป้องกันภาวะไตวายเรื้อรังขั้นสุดท้ายในโรคไตจากเบาหวาน: ยุทธศาสตร์การรักษาแนวใหม่” ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากฝ่ายวิชาการ สกว. ทำให้ค้นพบองค์ความรู้ในการคัดกรองผู้ป่วยไตจากเบาหวานแต่เนิ่นๆ และเป็นครั้งแรกที่พบว่า ปริมาณเลือดหล่อเลี้ยงไตสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ สามารถแก้ไขความผิดปกติและป้องกันการทำลายไต ความดันภายในไตลดลง อัตรากรองสารไตไม่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งยุทธศาสตร์การรักษาแนวใหม่นี้สามารถนำไปขยายผลอย่างกว้างขวาง และนำไปเป็นยุทธศาสตร์ชาติเพื่อลดอุบัติการณ์เกิดโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

ศ.พญ.ดร.นริสา ระบุว่า ความแตกต่างที่สำคัญในผู้ป่วยไตจากเบาหวานระยะแรก ช่วงระยะ 1 และ 2 กับระยะหลัง ระยะ 3,4 และ 5 ภาวะธำรงดุลของหลอดเลือดค่อนข้างดีในระยะแรก โดยตัวหลอดเลือดสามารถสร้างสารซ่อมแซมหลอดเลือด และสารขยายหลอดเลือด เช่น ไนตริก ออกไซด์ ได้พอเพียง ตอบสนองต่อยาออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดที่ใช้เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดหล่อเลี้ยงไต และสามารถแก้ไขภาวะไตขาดเลือด สำหรับการศึกษาภาวะการธำรงดุลของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานระยะหลัง พบความผิดปกติหลายอย่าง มีสารยับยั้งการซ่อมแซมหลอดเลือด และไม่สามารถสร้างไนตริก ออกไซด์ได้เพียงพอ หลอดเลือดแข็งตีบตัน ทำให้ยาออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดที่ใช้รักษาไม่ได้ผล ไม่สามารถเพิ่มปริมาณเลือดหล่อเลี้ยงหรือแก้ไขภาวะไตขาดเลือดได้ เป็นเหตุให้เนื้อไตถูกทำลายอย่างต่อเนื่องและท้ายสุดนำไปสู่การฟอกไต

“ที่ผ่านมายังไม่มีรายงานการตรวจคัดกรองระยะ 1, 2 ผู้วิจัยและคณะจึงใช้ดัชนีคัดกรองที่ดีและมีความไวพอ เช่น ใช้อัตราการกรองสารไตมาใช้แทนค่าคริอาตินินในเลือดอย่างเดียว และใช้ดัชนี FEMg (fractional excretion ของแมกนีเซียม) ซึ่งได้จากการตรวจเลือดและเก็บปัสสาวะเพียงครั้งเดียว หรือ 10 ชั่วโมง สามารถบ่งชี้ความผิดปกติของการทำงานของเซลล์บุท่อไตที่สัมพันธ์กับอัตราการกรองสารไต อัตราการตายของหลอดไต เลือดไปเลี้ยงหลอดไตที่ลดลง และดัชนีโรคหลอดเลือด จึงทำให้ตรวจวัดความผิดปกติของไตได้แต่เนิ่นๆ ในระยะที่ยังไม่ปรากฏโปรตีนในปัสสาวะ”

ข้อมูลดังกล่าวช่วยคัดกรองโรคไตจากเบาหวานระยะแรกที่มีภาวะ hyperfiltration (อัตราการกรองของไตปกติหรือเพิ่มขึ้นได้ ในขณะที่เลือดหล่อเลี้ยงไตลดลง) ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นรายงานครั้งแรกช่วยคัดกรองโรคไตจากเบาหวานระยะ 1 ได้ไว ในขณะที่ดัชนีการกรองสารของไตไม่สามารถคัดกรองได้

“เราสามารถฟื้นฟูการทำงานของไตให้ดีขึ้นหรือเป็นปกติได้หากเริ่มต้นคัดกรองผู้ป่วยไตจากเบาหวานในระยะเริ่มแรกในภาวะที่ธำรงดุลของหลอดเลือดยังดีอยู่ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากการศึกษาในผู้ป่วยโรคไตในเบาหวานระยะ 1,2 จำนวน 100 ราย ด้วยการรักษาแบบองค์รวม ลดปัจจัยเสี่ยง บริโภคน้ำ ควบคุมระดับความดัน การทำงานของไต น้ำตาล ไขมัน พักผ่อน ลดเครียด ออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีผลเสียต่อไต ร่วมกับการให้ยาขยายหลอดเลือดอย่างระมัดระวัง ในรายที่มีระดับความดันโลหิตปกติที่มีภาวะ hyperfiltration พบว่าการติดตามการรักษาไปนานกว่า 10 ปี ไม่มีภาวะโปรตีนชนิดอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะ การทำงานของไตดีขึ้น”

สำหรับยุทธศาสตร์เชิงป้องกันนั้น นักวิจัยได้ขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กับภาคส่วนต่างๆ โดยภาคีเครือข่ายและกระทรวงสาธารณสุข เช่น จัดตั้งคลินิกชะลอไตเสื่อม จังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ซึ่งต่อมาได้รับการพัฒนาเป็น “คลองขลุงโมเดล” ซึ่งส่งเสริมให้เกิดคลินิกดังกล่าวขึ้นในโรงพยาบาลทั่วประเทศ มีการจัดตั้งแผนพัฒนาระบบบริการสาขาไตและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ส่งเสริมนโยบายการควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและโรคไตเรื้อรังอย่างจริงจังต่อเนื่อง และมีการตรวจคัดกรองโรคไตเพิ่มขึ้น ซึ่งพบว่ามีประชากรเพียงร้อยละ 1.9 เท่านั้นที่ทราบว่าตนเองมีโรคไตอยู่

“เราเชื่อมั่นว่าผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายจะลดลงอย่างมากภายใน 3-5 ปี สามารถประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุขอย่างมหาศาล พี่ตูนไม่ต้องมาวิ่ง ทั้งนี้ ปัจจุบันใช้งบประมาณในการดูแลรักษาผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย มากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 ต่อปี หากไม่มีการแก้ไขคาดว่าใน 5 ปีข้างหน้าจะมีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 200,000 ราย และต้องใช้งบประมาณกว่า 40,000 ล้านบาท ตามข้อมูลของ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข”

การวิจัยยังพบว่าสมุนไพรบางชนิดมีประโยชน์ที่จะสามารถลดน้ำตาลและบำรุงไต ขณะที่บางชนิดเป็นโทษ ดังนั้นการปลูกสมุนไพรใช้ในครัวเรือนจึงช่วยส่งเสริมสุขภาพและลดค่าใช้จ่ายจากยา แต่การดูแลรักษาที่สำคัญที่สุดคือ ตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งเป็นแนวทางของแผนปฏิรูปสาธารณสุขแห่งชาติ ยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทย และสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยมุ่งการพึ่งพาไตตนเอง ให้ตรวจไวก่อนไตตาย รักษาได้ก่อนไตวาย นอกจากนี้คณะวิจัยยังได้จัดทำหนังสือโรคไตเรื้อรังเพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณชนอีกด้วย

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์